บทที่ 13 ไม่ได้ให้เปล่า ๆ
เจียงหว่านอี๋ลืมเรื่องหนังสือไปเสียสนิท
จนกระทั่งเช้าวันต่อมา
ขณะชิงเถากำลังช่วยเกล้าผม นางจึงนึกขึ้นได้ว่า
เมื่อวานตนรับปากเซี่ยจิ่งเหิงเอาไว้เต็มปากเต็มคำ
ว่าจะหาหนังสือเล่มใหม่มาแทนเล่มที่ตกลงไปในแอ่งน้ำ
เมื่อพูดไปแล้วก็ต้องทำ
มิฉะนั้นหากวันหนึ่งเขานึกย้อนขึ้นมา
แล้วเพิ่มเรื่อง คุณหนูใหญ่สกุลเจียงพูดจาไม่รักษาคำ
ลงในบัญชีแค้นอีกข้อ นางคงขาดทุนเกินไป
หลังอาหารเช้า เจียงหว่านอี๋จึงพาชิงเถาไปยังหอหนังสือ
นางไม่ค่อยมาเยือนสถานที่แห่งนี้นัก
หอหนังสือของจวนเจียงมีสองชั้น
ชั้นล่างเต็มไปด้วยตำราหลากหลายประเภท
ส่วนชั้นบนเก็บหนังสือสำคัญรวมถึงเอกสาร
บางส่วนของบิดา หากไม่ได้รับอนุญาตย่อมขึ้นไปไม่ได้
สำหรับเจียงหว่านอี๋แล้ว เพียงชั้นล่างก็มากเกินพอ
นางยืนอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือสูงเรียงราย
สูดกลิ่นกระดาษกับหมึกเข้าไป ก่อนจะเริ่มรู้สึกเสียใจ
ที่เมื่อวานรับปากเขาส่งเดช
หนังสือเปียกเล่มนั้นชื่ออะไรนะ?
จำไม่ได้
จำได้เพียงปกสีน้ำเงินเก่า ๆ เท่านั้น
นายบ่าวสองคนช่วยกันหาอยู่พักใหญ่ก็ยังไม่ได้เรื่อง กระทั่งมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นตรงประตู
เจียงหว่านอี๋หันไปมอง
เซี่ยจิ่งเหิงนั่นเอง
หลังจากย้ายมาอยู่เรือนชิงซง การพบเขาแถวนี้
คงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป หอหนังสืออยู่ห่างจากเรือนใหม่เพียงไม่กี่ช่วงทางเดิน
ถึงกระนั้น นางยังอดถามไม่ได้ว่าเขามาทำอะไร
เด็กหนุ่มมองชั้นหนังสือรอบตัว ก่อนตอบเรียบ ๆ
“มาหาหนังสือ”
เจียงหว่านอี๋รู้สึกว่าตัวเองถามคำถามโง่ ๆ ออกไปเสียแล้ว
มาหอหนังสือ ไม่มาหาหนังสือแล้วจะมาหาสิ่งใด?
เด็กหญิงทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนบอกว่าตนกำลังหาเล่มใหม่ไปชดใช้หนังสือของเขา
เซี่ยจิ่งเหิงกลับไม่ได้แสดงท่าทีดีใจ เพียงบอกว่าเล่มเก่ายังอ่านได้
เรื่องนี้ทำให้นางหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย
คนผู้นี้เหตุใดจึงรับของจากนางยากเย็นนัก?
นางไม่ได้ให้เปล่าเสียหน่อย
เมื่อวานก็ตกลงกันแล้วว่าหนังสือหนึ่งเล่ม
แลกกับการที่เขาช่วยคัดหนังสือให้นางในภายหลัง
นับอย่างไรก็เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างยุติธรรม
เมื่อถูกถามชื่อหนังสือ เซี่ยจิ่งเหิงก็บอกออกมา
เจียงหว่านอี๋กวาดตามองชั้นหนังสือเบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปถามอย่างไม่เต็มเสียงนัก
“อยู่ตรงไหน”
เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบ
เขาเดินผ่านนางไปยังชั้นด้านใน ก่อนหยิบหนังสือปกสีน้ำเงินออกมาจากชั้นที่สามอย่างแม่นยำ
เจียงหว่านอี๋มองเขา แล้วมองหนังสือ
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าอยู่ตรงนี้”
“เคยเห็น”
เพียงสองคำเท่านั้น
แต่หลังจากนั้นนางกลับพบว่า คำว่า เคยเห็น
ของเซี่ยจิ่งเหิงต่างจากคำว่าเคยเห็นของคนทั่วไปอยู่มาก
เขาเคยเข้าหอหนังสือแห่งนี้หลายครั้ง
และหนังสือที่ผ่านตาเขาก็ไม่ได้มีเพียงไม่กี่เล่ม
เมื่อเจียงหว่านอี๋ถามไปเรื่อย ๆ จึงได้รู้ว่า
ชั้นหนังสือหลายชั้นทางด้านใน เขาอ่านไปแล้วเกือบทั้งหมด
บางเล่มอ่านละเอียด บางเล่มอ่านเพียงครั้งเดียว
บางเล่มจำเป็นต้องกลับมาอ่านซ้ำ
เด็กหญิงมองชั้นหนังสือเหล่านั้นอย่างไม่อยากเชื่อ
นางรู้มาตลอดว่าเซี่ยจิ่งเหิงเรียนเก่ง
ชาติที่แล้ว ภายหลังเขาสอบได้ดี
มีอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงรับเป็นศิษย์
ก่อนจะก้าวเข้าสู่ราชสำนักตั้งแต่อายุยังน้อย
แต่สิ่งที่นางรู้มีเพียงผลลัพธ์
นางไม่เคยรู้ว่า ก่อนจะไปถึงตรงนั้น
เซี่ยจิ่งเหิงในวัยสิบสามปีใช้ชีวิตอย่างไร
ไม่เคยรู้ว่าในเรือนเก่าทรุดโทรมที่ไม่มีแม้แต่บ่าวรับใช้ เขาอ่านหนังสือมากเพียงใด
ยิ่งไม่เคยรู้ว่าเด็กหนุ่มที่นางเอาแต่หาเรื่องรังแก
กำลังพยายามทำสิ่งใดอยู่เงียบ ๆ
ตอนนั้นเรื่องของเขาไม่เคยสำคัญพอให้นางสนใจ
เจียงหว่านอี๋เม้มริมฝีปาก ก่อนความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นมา
เก่งก็ดีแล้ว
ยิ่งเก่งยิ่งมีอนาคต
และคนมีอนาคตที่ไม่คิดฆ่านาง ย่อมดีกว่าคนมีอนาคตที่เกลียดนางเข้ากระดูก
นางจึงยื่นหนังสือเล่มใหม่ให้เขาด้วยความสบายใจ
คราวนี้เซี่ยจิ่งเหิงรับไป
“ขอบคุณคุณหนูใหญ่”
เจียงหว่านอี๋ชะงักเล็กน้อย
คำขอบคุณสั้น ๆ นั้นฟังดูธรรมดามาก
แต่กลับเป็นครั้งแรกที่นางไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูกเขาประชดประชันอยู่ในที
ความพอใจเล็ก ๆ เพิ่งผุดขึ้นมา ก็ต้องหายไปเมื่อเขาทวงถามถึงสิ่งแลกเปลี่ยนทันที
หนังสือที่จะให้เขาคัด
นางลืมเรื่องนี้ไปแล้วเช่นกัน
แต่คนอย่างเจียงหว่านอี๋ย่อมไม่มีวันยอมรับ
ว่าตนพูดส่ง ๆ ไปเพื่อหาเหตุผลมอบหนังสือ
ให้เขาเท่านั้น
สายตาจึงกวาดไปตามชั้นหนังสือ ก่อนชี้ไปยังเล่มหนึ่งอย่างไม่คิดมาก
“เล่มนั้น”
เซี่ยจิ่งเหิงหยิบออกมาตามคำสั่ง
จากนั้นก็เงียบไป
เจียงหว่านอี๋รออยู่พักหนึ่ง จึงรู้สึกว่าความเงียบนั้นแปลกประหลาด
“มีอะไร”
เด็กหนุ่มพลิกปกหนังสือให้นางดู
“นี่คือตำราการเกษตร”
เจียงหว่านอี๋ “...”
นางเพียงชี้ไปส่ง ๆ จะไปรู้ได้อย่างไร
ว่ามันเป็นตำราอะไร!
แต่หากเปลี่ยนตอนนี้ เซี่ยจิ่งเหิงจะต้องรู้แน่
ว่านางไม่ได้คิดจะอ่านหนังสือที่ให้เขาคัดตั้งแต่แรก
ไม่ได้!
เสียหน้าเกินไป
เด็กหญิงจึงเท้าเอวเชิดคางขึ้น
“แล้วอย่างไร ข้าอยากรู้เรื่องปลูกผักไม่ได้หรือ?”
เซี่ยจิ่งเหิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
สุดท้ายเขาพยักหน้า
“ได้”
แล้วหยิบตำราการเกษตรติดมือไปจริง ๆ
เจียงหว่านอี๋ยืนมองแผ่นหลังของเขาที่เดินออกจากหอหนังสือด้วยความแปลกใจ
เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าเมื่อครู่เขากำลังหัวเราะเยาะนาง?
“ชิงเถา”
“เจ้าคะ?”
“เมื่อครู่เขาหัวเราะข้าหรือไม่”
ชิงเถาส่ายหน้าทันที
“ไม่เจ้าค่ะ”
เจียงหว่านอี๋พยักหน้าอย่างพอใจ
นางก็คิดว่าไม่
เซี่ยจิ่งเหิงยังกลัวนางอยู่ จะกล้า
หัวเราะเยาะนางได้อย่างไร
เด็กหญิงเดินออกจากหอหนังสืออย่างสบายใจ
โดยไม่ทันเห็นว่าคนที่เดินนำอยู่ไกลออกไปเล็กน้อย
ก้มมองตำราการเกษตรในมืออีกครั้ง
ครู่หนึ่ง มุมปากของเด็กหนุ่มก็ยกขึ้นบางเบา
ก่อนจะเลือนหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นเลย
